การปรับตัวสูงขึ้นของบ้านและคอนโดยังคงฟื้นตัวได้ดี

ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อการลงทุน เริ่มต้นจากสงครามค่าเงินอันเป็นผลจากการที่ธนาคารกลางในประเทศต่างๆเร่งลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อให้สกุลเงินของตนอ่อนค่า ถัดมาคือเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง สะท้อนจากการบริโภคและลงทุนภาคเอกชน การเบิกจ่ายภาครัฐและการส่งออกที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ตัวเลขภาคการเงินที่สะท้อนผ่านการขยายตัวของเงินฝากที่เร่งตัวสูงกว่าสินเชื่อ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะเงินฝืดเช่นกัน ตลอดจนแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงเสถียรภาพการเงินที่ยังคงต้องจับตามอง ในปีนี้จะมีอีกหลายเส้นทางที่รัฐบาลมีแผนเปิดการประมูลซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัยให้มีการขยายตัวออกไปตามแนวเส้นทางเหล่านั้นมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการต้องการควบคุมให้ราคาขายไม่สูงเกินไปทำให้โครงการที่มีราคาไม่แพงจำต้องอยู่ไกลออกไปจากพื้นที่กรุงเทพหานครชั้นใน เนื่องจากราคาที่ดินตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายปัจจุบันนั้นสูงเกินไปไม่เหมาะสำหรับโครงการราคาไม่แพง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน เช่น สุขุมวิท สีลม สาทร เพลินจิต ที่โครงการคอนโดมิเนียมที่จะเปิดขายใหม่ในปีนี้และในอนาคตจะมีราคาขายมากกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตรแน่นอน และอาจจะขึ้นไปมากกว่า 300,000 บาทต่อตารางเมตร สำหรับพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคคาดว่าจะเน้นเรื่องราคาเป็นหลัก โดยคุณภาพเป็นไปตามระดับราคา ทั้งนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีกำลังซื้อที่ประมาณไม่เกิน 2.5 ล้านบาทต่อหน่วย ซึ่งหมายถึงตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นคอนโดมิเนียมหรือทาวน์เฮาส์ ในปีนี้ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างอาจไม่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนที่ดินยังคงแพงขึ้น ดังนั้นราคาที่อยู่อาศัยยังคงปรับเพิ่มขึ้นโดยภาพรวม แต่จะปรับเพิ่มขึ้นไม่ได้มากนัก เนื่องจากมีอุปทานออกใหม่ค่อนข้างมาก ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความคาดหวังในอนาคตที่ดีขึ้น อีกทั้งทำเลที่อยู่ย่านใจกลางเมือง ใกล้แนวการก่อสร้างรถไฟฟ้า ก็มีราคาที่ดินปรับตัวขึ้นสูงมาก และบางพื้นที่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดของถนน โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยกลางเมือง ส่งผลให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยในย่านใจกลางเมืองบริเวณเหล่านี้จะมีราคาแพงเป็นส่วนใหญ่